posted on 10 Aug 2009 16:43 by opened-loveletter
ถึง เธอคนเดียว,
ที่รัก
เธอคิดว่า
การที่ฉันไม่ได้เขียนจดหมายถึงเธอมาเป็นเวลาร่วมสัปดาห์เนี่ย
มันจะทำให้ต่อมโรแมนติกของฉันหดเล็กลงบ้างไหม?
ฉันเองก็ไม่รู้นะ
ว่าขนาดของต่อมที่ว่านี่มันเล็กหรือใหญ่แค่ไหน
แต่เท่าที่กะดู
มันน่าจะใหญ่ประมาณเท่ากำปั้นนี่แหละ
แล้วก็เต้นตุบๆ
อยู่ที่หน้าอกข้างซ้ายของฉันไง
มันเต้นตามจังหวะทุกครั้งที่ฉันคิดถึงเธอเลยล่ะ
...
เธอคงแปลกใจ ว่าสำนวนหวานเลี่ยนของฉันมันมาจากไหน
ทั้งที่ปกติเวลาเราคุยกันก็ไม่ได้หวานกันซะขนาดไหน
ฉันเองก็สงสัย ทั้งที่ละครฉันก็ไม่ได้ดู นิยายฉันก็ไม่ได้อ่าน
สิ่งหนึ่งที่ฉันแน่ใจคือ
ฉันคิดว่า
เวลาที่คนเราคุยกันน่ะ บางทีมันสื่อใจความไปได้ไม่หมดหรอก
อย่างน้อย การเขียนก็ทำให้มีเวลาคิดมากขึ้น ได้เรียบเรียงความคิดความอ่าน และประดิษฐ์คำได้อย่างอิสระมากขึ้น
นี่จึงเป็นจดหมายที่เกิดจากความคิด
ไหลผ่านหัวใจ
มายังนิ้วทั้งสิบ
แล้วก็จรดลงบนแป้นคีย์บอร์ด
เคาะเป็นถ้อยคำ
แล้วส่งผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตมาถึงเธอยังไงล่ะ
(วัตถุก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าทางจิตใจของคนเราลดลงเสมอไปเนอะ
แต่มันขึ้นอยู่กับวิธีใช้ต่างหาก
)
...
ช่วงเวลาที่ฉันทำงาน (ที่หายๆไปจากวงการเขียนจดหมาย) ที่ผ่านมานี่
ก็ไม่ถึงกับเครียดหรอกนะ
แต่งานเขียนมันก็ต้องใช้พลังสมองเยอะเหมือนกัน
มันเลยทำเอาฉันหัวตื้อไปเลย
ก็เลยทำให้ฉันมาเขียนจดหมายถึงเธอไม่ไหวไงล่ะ
(กลัวว่าถ้าฝืนเขียนไป จะกลายเป็นเอาอะไรงงๆมาให้อ่านแทน หะๆ)
แต่ปล่อยไว้นานไปก็กลัวจะขาดช่วง
ฉบับนี้ก็เลยเขียนมา
เพื่อบอกว่า
ฉันยังคงเขียนถึงเธออยู่นะ
แม้จะไม่สม่ำเสมอ
แต่ก็จะเขียนไปเรื่อยๆ
เหมือนที่ฉันคิดถึงเธอนั่นแหละ
คิดถึงถี่บ้าง ห่างบ้าง
ไม่สม่ำเสมอ
แต่ก็คิดถึงตลอดนะ
ก็หัวใจมันเต้นจังหวะเดิมๆตลอดเวลาซะที่ไหนล่ะ จริงมั้ย
แต่ไม่ว่าหัวใจของฉัน มันจะเต้นเร็วหรือเต้นช้า
มันก็ยังคงเต้นอยู่
และเต้นเพื่อเธอเสมอนะ
จาก ฉันคนเดิม
posted on 29 Jul 2009 16:03 by opened-loveletter
ถึง เธอคนเดียว,
ที่รัก
ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่างานของฉันเริ่มยุ่งขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ
เธอเองก็คงสังเกตได้จากการที่ฉันเขียนจดหมายถึงเธอได้ไม่บ่อยเท่าเดิม
แม้แต่วันนี้เอง ฉันรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้างเหมือนกัน
แต่ฉันก็จะพยายามเขียนจดหมายถึงเธอให้ได้ เพื่อที่จะได้ให้เธอรู้ว่าตอนนี้ฉันเป็นอย่างไรบ้าง
ฉันคิดไปเองแหละ
คิดว่าเธออยากรู้ว่า "ตอนนี้ฉันเป็นอย่างไรบ้าง"
เพราะ
ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน,
ที่รัก ตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง?
...
ฉันเคยบอกเธอแล้วสินะ ว่าฉันต้องนั่งเรือไป-กลับระหว่างที่พักกับที่ทำงาน
แรกๆก็ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน
แต่หลังๆก็รู้สึกว่ามันเหนื่อยไม่เบา
ฉันพยายามทำตัวให้ชิน
แต่เพื่ออะไรล่ะ? ก็ฉันจะย้ายหอมาอยู่แถวๆที่ทำงานแล้วนี่นา 55
เมื่อวานนี้ตอนที่ฉันไปติดต่อเรื่องห้องพักช่วงหลังเลิกงาน
ฉันรู้สึกหิวก็เลยแวะกินอาหารแถวนั้น
ที่ฉันเคยเล่าให้เธอฟัง ร้านอาหารแถวนั้นมีแต่จานละสามสิบใช่มั้ย?
แต่ร้านที่ฉันค้นพบเมื่อวานขายไม่แพงเลยนะ
อาหารตามสั่งจานละยี่สิบบาท
ฉันสั่งผัดกะเพราหมูหนึ่งจาน แล้วก็เดินไปตักน้ำดื่มในกระติกน้ำแข็งใหญ่ๆ หยิบหลอด แล้วมานั่งรอที่โต๊ะ
ไม่นานนัก ผัดกะเพราจานละยี่สิบบาทก็มาวางอยู่ตรงหน้า
เรื่องปริมาณข้าวไม่ต้องพูดถึงเลย เยอะพอๆกับร้านที่ขายสามสิบบาทนั่นแหละ
แต่ปริมาณกับนี่สิ,
นี่มันวิญญาณหมูชัดๆ!
ทำเป็นบ่นไป พอกินเสร็จแล้วมันก็อิ่มท้องดีไม่หยอกนะ
เป็นร้านขวัญใจคนจนจริงๆ
...
ที่รัก
พรุ่งนี้ฉันไม่ได้เข้าทำงานที่ออฟฟิศแหละ
ฉันต้องไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่กรมชลประทาน
ที่ปากเกร็ด ใกล้กับบ้านของพี่เธอเลย
สัมภาษณ์เสร็จก็กลับได้เลย พรุ่งนี้ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ
รู้สึกสบายดีจัง
ที่นี่ทำงานไม่ค่อยมีความเครียดนะ
อย่างเช่นเรื่องของ "เวลา"
กำหนดเวลาเข้าออฟฟิศประมาณเก้าโมง (แต่ไม่มี "เส้นแดง" นะ)
วันไหนฉันมาเลท-ไม่มีใครว่าอะไร
แต่วันไหนไปถึงก่อนเก้าโมง-จะมีคนทัก "อ้าว ทำไมวันนี้มาเร็วจัง" (ไม่ใช่ประชดด้วยนะ)
พิลึกดีใช่มั้ยล่ะ
ตอนนี้งานกำลังก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ที่หนักๆเห็นจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า
เพราะใกล้จะปิดเล่มแล้ว
ฉันต้องรีบตามเรื่องจากคอลัมนิสต์แล้วก็ตามข้อมูลจากส่วนงานต่างๆ
ช่วงนั้นฉันก็อาจจะยุ่งหน่อยนะ
แต่ก็ยังโทรคุยกันทุกวันได้เหมือนเดิมแหละนะ
คิดถึงมากมาย
จาก ฉันคนเดิม